Note

 
ช่วงนี้ฝนตกบ่อย รถก็ติด บรรยากาศทำให้จิตใจขุ่นๆมัวๆ  (โทษฝนฟ้าซะงั้น)
 
เลยเกิดอาการไม่รู้จะไปไหน  อยู่ๆก็อยากไปเดินเรื่อยๆเปื่อยๆเลยว่าไปสวนสาธารณะดีก่า
 
แล้วก็ได้สวนสาธารณะไม่ไกลนักคือ "สวนนวมินทร์ภิรมย์" (คลองลำพังพวย)
 
ถนนนวมินทร์ ตัดกับถนนศรีบูรพา ป่ะไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศกัน
 
สวนที่นี่ติดกับคลองยาวไปตลอดถนนศรีบูรพา อีกฝากเป็นหมู่บ้านจัดสรร
 
เปิดตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00 ทุกวัน 

 
บรรยากาศสีเขียวๆทำให้สบายตาดีแท้ มาเดินช่วงเย็นไม่ร้อนด้วย เดินไปต่อได้เรื่อยๆ
 
 
 
ดูสิ่งปลูกสร้างดูผู้คนแล้วมาดูดอกไม้บ้างดีกว่า แต่เริ่มเย็นย่ำ เลยได้มาไม่กี่ภาพ
 
 
ลาไปด้วยรูปสุดท้าย
 
 
ขอบอกว่ายามที่เราคิดอะไรไม่ออก หรือมีอะไรไม่สบายใจ การได้อยู่กับตัวเอง
 
ได้มองดูผู้คนและต้นไม้ใบหญ้า ทอดเวลาไป ปล่อยความคิดไป เหมือนได้ปล่อยวางปัญหาบ้าง
 
แล้วค่อยกลับไปคิดแก้ไขใหม่ ดีกว่าหมกมุ่นกับมันตลอดเวลา
 
แล้วปัญหานั้นก็จะผ่านไป  
 
 
สู้ๆกันต่อไปน้าาา (บอกตัวเอง )
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ของกินอร่อยๆและอื่นๆของ slowday เพิ่มเติมได้ ที่
 
slowday2012  ทั้งทาง Twitter และ Instragam มาFollow กันเยอะๆน้า 
 
 
 
แนะนำใครชอบอ่านนิยายแวะไปที่ http://panvary.wordpress.com/

หรือแวะไปได้ที่ panvary.exteen.com
 

วิกฤตคือโอกาสทอง

posted on 24 Nov 2008 13:43 by slowday in Note

วิกฤติคือโอกาสทอง
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ได้ Forward mail เรื่องนี้จากเพื่อน ทำให้รู้สึกว่าน่าจะเอามาแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านบ้าง

หวังว่าคนที่ยังไม่เคยอ่านจะได้อะไรดีๆ กลับไป ใครรู้ที่มาก็บอกกันบ้างนะ

ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว

ด้วยความโง่ของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง

มันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน

ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

                       

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว

อีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบ ไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา

ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้านเพื่อมาช่วยกลบบ่อ

ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินถูกหลังลา

มันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนเองทันที มันร้องโหยหวน

สักพักหนึ่ง ทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป

หลังจากชาวนาตักดินใส่บ่อได้สักสองสามพลั่ว

เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อก็พบกับความประหลาดใจ

ที่ลามันจะสะบัดดินออกจากหลังทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไป

แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น

                  

ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร

มันก็ก้าวขึ้นมาเร็วได้มากยิ่งขึ้น ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจ

เพราะในที่สุดเจ้าลาก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้                        

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆที่ถาโถมเข้ามาหาเรา

ก็เปรียบเหมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้

จงแก้ไขมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ

เปรียบเหมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ ฉันใดฉันนั้น

                            

อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป

ชีวิตคนเราก็เช่นกัน เราก็ต้องประสบกับโลกธรรมแปดเป็นธรรมดา

คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

แต่เมื่อเรามีทุกข์ มีปัญหา หรือต้องประสบกับวิกฤติหนักหนาสาหัสแค่ไหน

ก็ให้อาศัยขันติ มีความ อดทน

เมื่อมีความทุกข์ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด

ตั้งสติใช้ปัญญา อาศัยอดทน

อดกลั้น หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน

ไม่ต้องคิดที่จะแก้ปัญหาภายนอก



 

"มันเป็นเรื่องไปได้ไง" 

เคยอยู่ดีๆแล้วกลายเป็นเรื่องกันบ้างมั้ย...แบบว่ากำลังลั้นลา เฮฮาปาร์ตี้ ปาจิโกะ

แต่จู่ๆก็มีคนมาบอกว่า...แกทำไม่ดีใส่ฉันรู้ตัวป่าว

แป่ว...แป่ว...แป่ววว

แต่นั่นอาจจะเป็นไปได้

บางครั้งความสนิทสนมอาจทำให้คนเราทำอะไรตามปกติ(คิดว่าปกติ)

แต่วันหนึ่งกลับไม่ปกติขึ้นมาเสียอย่างนั้น

แต่ที่หนักกว่านั้น การอธิบายโต้กันไปกลับกลายเป็นบานปลาย

เฮ้ยๆๆ...เริ่มกู่ไม่กลับ เริ่มกลายเป็นเรื่อง...

โดยเฉพาะเมื่อตอบโต้กันในที่สาธารณะ

(ไม่ใช่ตลาดอย่าเข้าใจผิด)

สถานที่ใดๆที่มีผู้อื่นเข้ามาพบเห็นได้ ย่อมถือว่าสาธารณะ

นั่นล่ะ มันยิ่งทำให้เป็นเรื่อง

จากเรื่องจี๊ดเดียวกลายเป็นเรื่องเครียด เฮ่อ...

ภาษาเขียนก็น่ากลัวไม่แพ้คำพูด การตีความย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยๆหลายๆอย่าง

ไม่อยากเข้าทฤษฎีการสื่อสารสักเท่าไหร่

เอาเถอะการสื่อสารก็ไม่เท่าความเข้าใจ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ใจร่มๆ" นะเพื่อนนะ เรื่องมันแค่จิ๊บๆ

รักทุกคน อิอิ